• วางระบบและพัฒนา software รับออกแบบ software และเขียนโปรแกรมระบบ
  • วางระบบและพัฒนา software รับออกแบบ software และเขียนโปรแกรมระบบ

สรุป e-learning, M-Learning และ U-Learning

  e-learning, M-Learning และ U-Learning คือระบบที่ต้องเรียนรู้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกเหมือนกัน แต่การใช้อุปกรณ์ในการเข้าถึงและ Link ที่ใช้มีความแตกต่างกันตามเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว จนต้องหาคำนิยามมาใช้เรียกให้เหมาะสมกันไป ตามยุคสมัย ซึ่งได้แสดงรายละเอียดความเหมือนที่แตกต่างกันตามตารางข้างล่าง 

definitions E-learning M-learning U-Learning

การเรียนผ่าน อิเล็กทรอนิกส์

yes yes yes
device Computer desktop, Some(Tablet,PDA ,SmartPhone) Mobile, PDA, Tablet All
Network
 • LAN
no no yes
Wireless
yes yes yes
Internet
yes yes yes
Content Management LMS LMS LMS,
Web Base
only yes yes
Native Application
no yes yes
Virtual Class Room yes yes yes

Request for Informations (RFI)

คุณสมบัติพื้นฐานที่ต้องการ

คำตอบ

1, เป็นระบบ  LMS Solutions

   

[  ] OpenSource Software และการ Customises เพื่อให้ได้คุณสมบัติตามความต้องใช้ขององค์กร (Moodle)

[  ] On-Premise only

 

2. การเรียนรู้ผ่านระบบ Online

   

[  ] ผ่าน Internet หรือไม่?

   

[  ] มีสาขาที่เข้าระบบไหม? และต้องการแยก reports ของแต่ละสาขาไหม

[  ] หลักสูตรออกจากส่วนกลางไหม

 
 

[  ] จำนวนครูผู้สอนมีกี่ท่าน

 
 

[  ] ต้องแยก user ตามสายงานไหม?

 

3. มี Server Hardware หรือไม่

   

[  ] ตั้ง server และ Link internet ?

   

[  ] ให้เสนอ Host rental ให้เหมาะสมกับการใช้งานกับจำนวน users

   

4. LMS (Learning Management System) เป็นระบบที่รองรับมาตรฐาน

   

[  ] รองรับหลักสูตร STANDARD SCORM 1.2, 1.3, 2004 และ AICC ได้

   

5. มีลักษณะเป็น Web Base ที่มีความสามารถใช้ภาษา

   

[  ] ได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

   

6. สามารถใช้งานผ่าน MS Windows Explorer

   

[  ] Version? ได้เป็นอย่างน้อย

   

7. สามารถใช้กับอุปกรณ์ปลายทาง (Client) ได้ทั้งคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะที่ติดตั้งระบบ OS เป็น MS Windows

   

[  ] Version ? ได้เป็นอย่างน้อย

   

[  ] ต้องสามารถใช้อุปกรณ์ Tablet ?

[  ] ทั้ง IOS และ Adroid ทั้งที่เป็น Native Application และผ่าน web brower ได้หรือไม่?

 

8. Peformance (ไม่เกี่ยวกับ license)

   

[  ] สามารถเข้าเรียนได้พร้อมกันได้ไม่น้อยกว่า 500 คน

   

[  ] และรองรับ contents ได้ไม่น้อยกว่ากี่  GB

   

9. ต้องสามารถทำ Virtual Class Room ได้หรือไม่

   

10. การสร้างหลักสูตร

   

[  ] - รองรับหลักสูตรมาตรฐาน

   

[  ] - สามารถสร้าง Category ของหลักสูตรได้

   

[  ] - รองรับการสร้างหลักสูตรแบบ Social (Community)

   

[  ] - รองรับ Multi-Media files (Picture, Text, word, Acrobat, Movie( Flash, MOV, avi อื่นๆ)

   

[  ] - รองรับ Forum Activity

   

[  ] - รองรับ Chat Activity

   

[  ] - รองรับ QUIZ

   

[  ] - รองรับ Assignment

   

[  ] - รองรับ Workshop

   

[  ] - รองรับ WIKI

   

[  ] - สามารถกำหนด complete tracking ได้

   

[  ] - สามารถตั้งเวลาให้ผู้เรียนเห็นได้

   

11. สามารถสร้าง Quiz ได้ดังนี้

   

[  ] - สามารถสร้างเป็นคลังข้อสอบได้และสามารถ random ข้อสอบจากกลุ่มข้อสอบได้

   

[  ] - สามารถตั้งเวลาเริ่มให้เข้ามาสอบและตั้งเวลาปิดการสอบได้

   

[  ] - สามารถตั้งจำนวนครั้งการเข้าสอบได้

   

[  ] - สามารถตั้งเวลาสอบได้เมื่อหมดเวลาสอบสามารถกำหนดให้ระบบ submitted อัตโนมัติหรือยอมให้เวลาผู้สอบ submitted ได้แต่ไม่ยอมให้ทำข้อสอบต่อหรือการสอบต้อง submitted ก่อนเวลาหมด

   

[  ] - สามารถตั้งค่าการทวนหรือตรวจทานการทำข้อสอบได้

   

[  ] - สามารถกำหนดเกรดได้หลายทศนิยม

   

[  ] - การเข้าถึงข้อสอบสามารถกำหนดให้ผู้สอบใส่ password อีกครั้งได้

   

[  ] - สามารถกำหนดให้ feedback โดยใช้ Grade boundary ได้และกำหนดได้หลายระดับของเกรดได้

   

[  ] - และสามารถกำหนดเงื่อนไขการเข้าถึงข้อสอบได้ดังนี้

[  ] 1. ป้องกันการเข้าสอบจนกระทั่งถึงเวลาที่กำหนดไว้เท่านั้น

 
 

[  ] 2. ผู้สอบสามารถเข้าถึงได้ก็ต่อเมื่อมีเกรดถึงตามที่กำหนด

 
 

[  ] 3. ผู้สอบสามารถสอบได้เฉพาะกลุ่มที่กำหนด

 
 

[  ] 4. ผู้สอบสามารถสอบได้เฉพาะกลุ่มภายใน grouping ที่กำหนดเท่านนั้น

 
 

[  ] 5. สามารถกำหนดเงื่อนไขซ้อนเงื่อนไขในการเข้าสอบได้

 

[  ] - การสร้างข้อสอบสามารถสร้างได้หลายแบบดังนี้

   
 

[  ] 1. Calculated

 
 

[  ] 2. Calculated multichoice

 
 

[  ] 3. Calculated simple

 
 

[  ] 4. Embedded answers (Cloze)

 
 

[  ] 5. Essay

 
 

[  ] 6. Matching

 
 

[  ] 7. Multiple choice

 
 

[  ] 8. Numerical

 
 

[  ] 9. Random short-answer matching

 
 

[  ] 10. Short answer

 
 

[  ] 11. True/False

 
 

[  ] 12. Description

 

[  ] - ต้องสามารถกำหนดลำดับการสอบของข้อสอบได้

   

12. การลงทะเบียนเรียนสามารถลงทะเบียนได้ดังนี้

   

[  ] 1. ครูผู้สอนเป็นคนลงทะเบียนทะเบียนให้ (Manual enrolments)

   

[  ] 2. ผู้เรียนเป็นผู้ลงทะเบียนเอง (Self enrolments)

   

[  ] 3. การแจ้งเตือนในการ enrolments ทั้งผู้เรียนและครูผู้สอน

   
 

[  ] - Notify before enrolment expires

 
 

[  ] - How long (days, week, Hr, min, sec) before enrolment expiry should users be notified?

 
     

13. การแสดงให้ผู้เรียนเห็นความก้าวหน้าในการเรียนหลักสูตรนั้นๆหรือไม่

   

[  ] มี Progress bar เป็น dash board

   

14. ต้องสนับสนุนการเข้าถึงของ guest ได้หรือไม่

   

15. มี note สำหรับครูบันทึกรายระเอียดหรือข้อความในผู้เรียนได้ 3 ระดับ

   

[  ] - ระดับ personal ผู้เรียนไม่สามารถมองเห็นได้ยกเว้นผู้บันทึก

   

[  ] - ระดับ Course ผู้เรียนในหลักสูตรนั้นๆสามารถมองเห็นได้หรือ Manager และครูผู้สอน

   

[  ] - ระดับ Site ผู้ใช้ในระบบทุกคนที่เข้าถึงหลักสูตรนั้นๆได้สามารถมองเห็นได้หรือ Manager และครูผู้สอนในทุกหลักสูตรสามารถมองเห็นได้

   
     

16. ผู้ใช้สามารถเปลี่ยน password เองได้

   

[  ] สามารถ reset password ได้ในกรณีที่ลืม password โดยต้องยืนยันผ่าน email หรือแจ้ง admin เท่านั้น

   
     

17. log management

   

[  ] มีเครื่องมือ log ที่บอกลักษณะการเข้าใช้ระบบและความถี่การเข้าใช้ของผู้เรียนและ admin

   
     

18. Forms และ reports

   

[  ] มีฟอร์มขอเชิญอบรมหรือไม่? หรือเชิญแบบไหนบ้าง

   

[  ] มีส่วนตอบรับการเชิญหรือไม่

   

[  ] มีฟอร์มใบแจ้งผลการอบรมหรือไม่มีเงื่อนไขและข้อมูลอย่างไร

   

[  ] ต้องการออกใบ certificate หรือไม่

   

[  ] reports ต่างๆ

   

19. การเชื่อมโยงระบบ

   

[  ] ต้องรับส่งข้อมูลการเรียนหรือผลสอบไปยังระบบ HR หรือไม่

   

[  ] ต้องเชื่อมต่อระบบบัญชีรายชื่อขององค์กรเพื่อการ Authentication และใช้ในการทำรายงานหรือไม่

   
 

[  ] LDAP หรือ AD

 
 

[  ] เชื่อม HR ด้วยหรือไม่

 

20. Contents และข้อมูลเก่า

   

[  ] ต้องการ Migrate ไประบบใหม่หรือไม่

   

[  ] จำนวนหลักสูตรที่ใช้ในปัจจุบัน

   

[  ] หลักสูตรที่ใช้ในปัจจุบันได้สร้างขึ้นมาหรือจ้างทำหรือซื้อหลักสูตรสำเร็จรูป

   

[  ] ต้องการครื่องมือในการสร้างหลักสูตรมาตรฐานหรือไม่?

   

[  ] มีการจ้างทำหลักสูตรที่เป็นมาตรฐานหรือไม่

   

21. Service & Supports

   

[  ] 5day x 8 hr

   

[  ] 7day x 24hr

   

Traditional vs. Modern Learning Systems

As we consider upgrading our learning systems to meet the needs of our future rock stars, training administrators, business-line managers, and Human Resources departments, it is probably best to forget the definitions of the traditional systems and focus our sights on a modern learning system, regardless of its classification or name. For seasoned learning professionals, this can be a difficult thing to do.


The Traditional Learning Systems


The system we all consider first is the LMS – the Learning Management System. It is called a Learning Management System because it has traditionally focused on course administration, classroom management, and learner enrollment. Reporting is a classical element of the LMS, but it has been limited by the standard upon which formal training content is built – SCORM and AICC. The new Tin-Can standard (xAPI) promises to enable tracking of the most common forms of learning: informal and social learning. Thus, regardless of the “buzz,” it is worthy of a serious look.
The Learning Content Management System (LCMS), the LMS’s less popular brother, is often overlooked by training organizations in lieu of desktop and rapid authoring tools for developing and managing their learning content. However, recent developments, like the drive to make learning content smaller and to take learning to the streets in the form of mobile performance support, have finally alerted learning professionals to the fact that separating content from presentation is necessary to produce learning content for any type of intervention, delivered from any system, and experienced on any device. Personalized learning paths will continue to elude us unless we can break content down into chunks that are data rich and organized by competency, job role, or subject. Content is still king, and the management and delivery systems we choose must facilitate context and conversation in order to cripple the forgetting curve.


Modern Learning Systems vs Traditional

The table below offers a guide to help learning professionals compare the traditional systems to the modern learning system. It is unlikely that the modern learning system can be found in a single neat package provided by your talent or business system provider, so consider your end goals when planning system upgrades and go from there. Learning content drives learner engagement, which in turn drives behavior change, knowledge retention, and on-the-job performance. Do not overlook the importance of integrated Content Management this time around.

 

 

Traditional LMS

Traditional LCMS

Modern Learning System

Learning Experience

Learning Interventions

Formal

Formal, Informal

Formal, Informal, and Social

Learner Engagement

Classroom, Desktop

 

Classroom plus on-demand learning via web or mobile: anytime, anywhere, and on any device.

End User Tools

Browse Catalog, Simple Search, Email notification

 

Browse Catalog, Faceted Search, Individual Development Plan, Dynamic Recommendations, Learning Paths, Learner/Manager Dashboards, Email/Text Notifications, Ratings and Reviews, Badges/Leaderboards

Learning Content

Content Authoring

Simple Course Builder, Rapid Authoring Tools

Sophisticated and structured authoring for courses, presentations, printed guides, job aids, web pages, and Flash

Granular learning content separated from presentation for rapid assembly and reuse across any output format or audience

Content Management

 

Versioning, workflow, and review tools

Online collaboration, versioning, workflow, and review tools

Content Publishing

 

Print and web output templates/formats

Print, responsive web (HTML5/CSS3), and mobile output templates/formats

Digital Content Delivery

Courses

•SCORM/AICC

•Instructor-led

Packaged SCORM/AICC or .PDF

Learning Object Repository (LOR) serving multiple formats for many systems and devices

Learning Administration

User and Group Administration

Manage Users and Groups

 

Single Sign-On (SSO), integrated with HR system

Course Administration

Course Enrollment, Completion Rules, Classroom Management

 

Course Enrollment, Learning Paths, Classroom Management, Competency Management, Certification Management

Reporting and Analytics

Completion Tracking, Test Scores

 

Centralized Learning Record Store (LRS) for reporting and analytics, Completion Tracking, Test Scores, Question Analytics, Informal Learning Activities, Social Learning Activities, Content Effectiveness

 

Ref. by blog.xyleme.com/LMS-vs-LCMS

KM or KMS Tag

What are tags?

A tag is a descriptive term that you assign to an item, such as a blog or wiki, to categorize it by subject or that you assign to people to categorize them by skill. Categorizing things and people makes them easier to find later, and makes it easier for others to discover information when searching by tag.
When creating a tag:

    Specify the tag as a single word only; tags cannot contain spaces. They can contain characters such as an underscore (_) or at sign (@).

    For example, you can use follow_up, follow-up, and followup as tags, but not follow up.
    The letters comprising a tag are saved as all lowercase letters. If you add a tag that contains uppercase letters, then the letters are converted to lowercase when the tag is added.
    To add multiple tags, type a comma or leave a space between each tag.
    The tags that you add to items, entries, and people are automatically added to the tag collection, and become visible to others.

    People can only see tags that are associated with items to which they have access. If you add a tag to a private entry, for example, the tag is added to your tag collection, but is not visible in anyone else's tag collection.

What is a tag collection?

As you and others add tags to items, entries, and profiles, the tags are automatically added to an organization-wide collection of tags. You can click a tag from the tag collection to find information related to it.

The tag collection displays the tags assigned to items available to you in the current context. When you are looking at a list of your activities, for example, the tag collection displays the tags assigned to each activity. When you open one of the activities, the collection changes to display the tags assigned to the entries within that activity. The tag collection only displays the tags associated with items or entries to which you have access.

The tag collection is refreshed periodically; it can take up to 20 minutes for tag changes to be displayed. Therefore, when you add a tag to an item, you might not see it listed in the tag collection immediately.
Changing the display
You can select to display the tags in the collection in either of the following ways:

  1. Cloud
        A tag cloud visualizes the popularity of the tags in the collection by grouping the tags together and displaying the most frequently used tags in larger, darker text and less often used tags in smaller, lighter text. The tag cloud displays up to 50 tags.
    List
        A tag list displays the tags in a list starting with the most popular tags. This style collection displays only the 10 most popular tags.

Using the tag collection
To find an item, such as an activity or blog entry by tag, complete the following steps:

    Open the view that contains the type of items that you want to find.
    Click a tag from the tag collection.

    This action limits the number of items that are displayed to include only those that have the selected tag associated with them.
    To narrow the list further, click another tag from the Related Tags section.

    This action filters the list of items that are displayed to include only those that have both tags associated with them.

To return to the full collection, click the current view or tab link.
Searching for a specific tag

If you are looking for a tag that is not displayed in the collection, search for it by clicking Find a tag, entering the tag name in the search field, and then clicking the search icon.

This feature is not available in all tag collections. For example, you cannot search for a specific tag from the tag cloud on the Search results page.

 

by IBM Connections >

ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivist Theory)

สาระสำคัญของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์


ทฤษฎีที่นำมาเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความรู้ของผู้เรียน คือ ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์  (Constructivist Theory) เป็นทฤษฎีที่ว่าด้วยการสร้างความรู้ของผู้เรียน ซึ่งถ้าพิจารณาจากรากศัพท์ “Construct” แปลว่า “สร้าง” โดยในที่นี้หมายถึงการสร้างความรู้โดยผู้เรียนนั่นเอง
ทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ เชื่อว่า การเรียนรู้ หรือการสร้างความรู้ เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในของผู้เรียน โดยที่ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ โดยการนำประสบการณ์หรือสิ่งที่พบเห็นในสิ่งแวดล้อมหรือสารสนเทศใหม่ที่ได้รับมาเชื่อมโยงกับ ความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิม มาสร้างเป็น ความเข้าใจของตนเอง หรือ เรียกว่า โครงสร้างทางปัญญา (Cognitive structure) หรือที่เรียกว่า สกีมา (Schema) ซึ่งนั่นคือ ความรู้ นั่นเอง ซึ่งอาจมิใช่เป็นเพียงการจดจำสารสนเทศมาเท่านั้น แต่จะประกอบด้วย โดยที่แต่ละบุคคลนำประสบการณ์เดิม หรือความรู้ความเข้าใจเดิมที่ตนเองมีมาก่อน มาสร้างเป็นความรู้ความเข้าใจที่มีความหมายของตนเองเกี่ยวกับสิ่งนั้นๆ ซึ่งแต่บุคคลอาจสร้างความหมายที่แตกต่างกัน เพราะมีประสบการณ์ หรือ ความรู้ความเข้าใจเดิมที่แตกต่างกัน


กลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivism) เชื่อว่า การเรียนรู้ เป็นกระบวนการสร้างมากกว่า การรับความรู้ ดังนั้น เป้าหมายของการจัดการเรียนการสอนจะสนับสนุนการสร้างมากกว่าความพยายามในการถ่ายทอดความรู้ ดังนั้น กลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ จะมุ่งเน้นการสร้างความรู้ใหม่อย่างเหมาะสมของแต่ละบุคคล และเชื่อว่าสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญในการสร้างความหมายตามความเป็นจริง (Duffy and Cunningham, 1996)

วิธีการที่นำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน มีหลักการที่สำคัญว่า ในการเรียนรู้ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนลงมือกระทำในการสร้างความรู้ หรือเรียกว่า  Actively construct มิใช่ Passive receive ที่เป็นการรับข้อมูล หรือสารสนเทศ และพยายามจดจำเท่านั้น
กลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ ปรากฏแนวคิดที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการสร้างความรู้ หรือการเรียนรู้ ทั้งนี้เนื่องมาจากแนวคิดที่เป็นรากฐานสำคัญซึ่งปรากฏจากรายงานของนักจิตวิทยาและนักการศึกษา คือ Jean Piaget นักจิตวิทยาพัฒนาการชาวสวิส และ Lev Vygotsky ชาวรัสเซีย ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ
    •    กลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์เชิงปัญญา (Cognitive constructivism)
    •    กลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์เชิงสังคม (Social constructivism)more

กลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์เชิงปัญญา (Cognitive constructivism)

กลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์เชิงปัญญา มีรากฐานทางปรัชญาของทฤษฎี มาจากความพยายามที่จะเชื่อมโยงประสบการณ์เดิมกับประสบการณ์ใหม่ ด้วยกระบวนการที่พิสูจน์อย่างมีเหตุผล เป็นความรู้ ที่เกิดจากการไตร่ตรอง ซึ่งถือเป็นปรัชญาปฏิบัตินิยม ประกอบกับรากฐานทางจิตวิทยาการเรียนรู้ที่มีอิทธิพลต่อพื้นฐานแนวคิดนี้ นักจิตวิทยาพัฒนาการชาวสวิส คือ เพียเจต์ (Jean Piaget) ทฤษฏีของเพียเจต์ จะแบ่งได้เป็น 2 ส่วน คือ ช่วงอายุ (Ages) และ ]ลำดับขั้น (Stages) ซึ่งทั้งสององค์ประกอบนี้จะทำนายว่าเด็กจะสามารถหรือไม่สามารถเข้าใจสิ่งหนึ่งสิ่งใดเมื่อมีอายุแตกต่างกัน และทฤษฏีเกี่ยวกับด้านพัฒนาการที่จะอธิบายว่าผู้เรียนจะพัฒนาความสามารถทางการรู้คิด (Cognitive abilities) ทฤษฏีพัฒนาการที่จะเน้นจุดดังกล่าวเพราะว่าเป็นพื้นฐานหลักสำหรับวิธีการของคอนสตรัคติวิสต์เชิงปัญญา   โดยด้านการจัดการเรียนรู้นั้นมีแนวคิดว่า มนุษย์เราต้อง “สร้าง” ความรู้ด้วยตนเองโดยผ่านทางประสบการณ์ ซึ่งประสบการณ์เหล่านี้จะกระตุ้นให้ผู้เรียนสร้างโครงสร้างทางปัญญา หรือเรียกว่า สกีมา (Schemas) รูปแบบการทำความเข้าใจ (Mental model) ในสมอง สกีมาเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ (Change) ขยาย (Enlarge) และซับซ้อนขึ้นได้โดยผ่านทางกระบวนการ การดูดซึม (Assimilation) และการปรับเปลี่ยน (Accommodation)สิ่งสำคัญที่สามารถสรุปอ้างอิงทฤษฎีของเพียเจต์  ก็คือ บทบาทของครูผู้สอนในห้องเรียนตามแนวคิดเพียเจต์ บทบาทที่สำคัญคือ การจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมที่ให้ผู้เรียนได้สำรวจ ค้นหาตามธรรมชาติห้องเรียนควรเติมสิ่งที่น่าสนใจที่จะกระตุ้นให้ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยตนเองอย่างตื่นตัวโดยการขยาย     สกีมาผ่านทางประสบการณ์ด้วยวิธีการดูดซึม (Assimilation) และการปรับเปลี่ยน (Accommodation) ซึ่งเชื่อว่า การเรียนรู้เกิดจากการปรับเข้าสู่สภาวะสมดุล (Equilibrium) ระหว่างอินทรีย์และสิ่งแวดล้อม โดยมีกระบวนการ ดังนี้1. การดูดซึมเข้าสู่โครงสร้างทางปัญญา  (Assimilation) เป็นการตีความ หรือรับข้อมูลจากสิ่งแวดล้อมมาปรับเข้ากับโครงสร้างทางปัญญา2.การปรับโครงสร้างทางปัญญา (Accommodation) เป็นความสามารถในการปรับโครงสร้างทางปัญญาให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม โดยการเชื่อมโยงระหว่างความรู้เดิมและสิ่งที่ต้องเรียนใหม่


ภาพแสดงแนวคิดของกลุ่มคอนสตรัคติวิสต์เชิงปัญญา (Cognitive constructivism)

กลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์เชิงสังคม (Social constructivism)

    นักจิตวิทยาของกลุ่มพุทธิปัญญานิยมที่มีชื่อเสียงอีกท่านหนึ่งคือ วีกอทสกี (Lev Vygotsky) ซึ่งเชื่อว่าสังคมและวัฒนธรรมจะเป็นเครื่องมือทางปัญญาที่จำเป็นสำหรับการพัฒนา รูปแบบและคุณภาพของปัญญา ได้มีการกำหนดรูปแบบและอัตราการพัฒนามากกว่าที่กำหนดไว้ในทฤษฎีของ เพียเจต์ (Jean Piaget) โดยเชื่อว่า ผู้ใหญ่ หรือผู้ที่มีความอาวุโส เช่น พ่อแม่ และครู จะเป็นตัวเชื่อมสำหรับเครื่องมือทางสังคมวัฒนธรรมรวมถึงภาษา เครื่องมือทางวัฒนธรรมเหล่านี้ ได้แก่ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม บริบททางสังคมและภาษาทุกวันนี้รวมถึงการเข้าถึงข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์
ตามแนวคิดของวีกอทสกี (Vygotsky) ดังกล่าวข้างต้นที่ว่า  เด็กจะพัฒนาในกลุ่มของสังคมที่จัดขึ้น การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมควรจะเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างกันมากกว่าที่จะแยกผู้เรียนจากคนอื่นๆ ครูตามแนวคิดกลุ่มคอนสตรัคติวิสต์ ควรจะสร้างบริบทสำหรับการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถได้รับการส่งเสริมในกิจกรรมที่น่าสนใจซึ่งกระตุ้นและเอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้แทนที่ครูผู้สอนที่เข้ามาสู่กิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับผู้เรียน ไม่ใช่เข้ามายืนมองเด็กสำรวจและค้นพบเท่านั้น แต่ครูควรแนะนำเมื่อผู้เรียนประสบปัญหา กระตุ้นให้ผู้เรียนปฏิบัติงานในกลุ่มในการที่จะคิดพิจารณาประเด็นคำถาม และสนับสนุนด้วยการกระตุ้น แนะนำ ให้พวกเขาต่อสู้กับปัญหา และเกิดความท้าทาย และนั่นเป็นรากฐานของสถานการณ์ในชีวิตจริง (Real life situation) ที่จะทำให้ผู้เรียน เกิดความสนใจ และได้รับความพึงพอใจในผลของงานที่พวกเขาได้ลงมือกระทำ ดังนั้น ครูจะคอยช่วยเอื้อให้ผู้เรียนเกิดความเจริญทางด้านสติปัญญา (Cognitive growth) และการเรียนรู้ในทุกชั้นเรียนซึ่งกลยุทธ์ทางเรียนรู้ที่สอดคล้องกับแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์เชิงสังคของวีกอทสกี (Vygotsky) อาจจะไม่จำเป็นต้องจัดกิจกรรมที่เหมือนกันทุกอย่างก็ได้ กิจกรรมและรูปแบบอาจเปลี่ยนแปลงตามความเหมาะสม แต่อย่างไรก็ตามจะมีหลักการ 4 ประการที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ในชั้นเรียนที่เรียกว่า “Vygotsky” หรือตามแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์เชิงสังคม (Social constructivism) ดังนี้


1) เรียนรู้และการพัฒนา คือ ด้านสังคม ได้แก่ กิจกรรมการร่วมมือ (Collaborative activity)
2) โซนพัฒนาการ (Zone of proximal development) ควรจะสนองต่อแนวทางการจัดหลักสูตรและการวางแผนบทเรียน จากพื้นฐานที่ว่า ผู้เรียนที่มีโซนพัฒนาการ จะสามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้โดยไม่ต้องได้รับการช่วยเหลือ แต่สำหรับผู้เรียนที่อยู่ต่ำกว่าโซนพัฒนาการ จะไม่สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองได้และต้องได้รับการช่วยเหลือ ที่เรียกว่า ฐานการช่วยเหลือ (Scaffolding)
3) การเรียนรู้ในโรงเรียนควรเกิดขึ้นในบริบทที่มีความหมายและไม่ควรแยกจากการเรียนรู้และความรู้ที่ผู้เรียนพัฒนามาจากสภาพชีวิตจริง (Real world) ประสบการณ์นอกโรงเรียน ควรจะมีการเชื่อมโยงนำมาสู่ประสบการณ์ในโรงเรียนของผู้เรียน

บทสรุปเกี่ยวกับทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์

จากแนวคิดของกลุ่มการสร้างความรู้ทั้ง กลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์เชิงปัญญา (Cognitive constructivism) และกลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์เชิงสังคม (Social constructivism) ที่กล่าวมาข้างต้น สรุปเป็นสาระสำคัญได้ดังนี้


1) ความรู้ของบุคคลใด คือ โครงสร้างทางปัญญาของบุคคลนั้นที่สร้างขึ้นจากประสบการณ์ในการคลี่คลายสถานการณ์ที่เป็นปัญหาและสามารถนำไปใช้เป็นฐานในการแก้ปัญหาหรืออธิบายสถานการณ์อื่นๆ ได้
2) ผู้เรียนเป็นผู้สร้างความรู้ด้วยวิธีการที่ต่างๆ กัน โดยอาศัยประสบการณ์และโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิม ความสนใจและแรงจูงใจภายในตนเองเป็นจุดเริ่มต้น
3) ครูมีหน้าที่จัดนวัตกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้ปรับขยายโครงสร้างทางปัญญาของผู้เรียนเอง ภายใต้ข้อสมมติฐานต่อไปนี้
    •    สถานการณ์ที่เป็นปัญหาและปฏิสัมพันธ์ทางสังคมก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา
    •    ความขัดแย้งทางปัญญาเป็นแรงจูงใจภายในให้เกิดกิจกรรมการไตร่ตรองเพื่อขจัดความขัดแย้งนั้น Dewey ได้อธิบายเกี่ยวกับลักษณะการไตร่ตรอง (Reflection) เป็นการพิจารณาอย่างรอบคอบ กิจกรรมการไตร่ตรองจะเริ่มต้นด้วยสถานการณ์ที่เป็นปัญหา น่าสงสัย งงงวย ยุ่งยาก ซับซ้อน เรียกว่า สถานการณ์ก่อนไตร่ตรอง และจะจบลงด้วยความแจ่มชัดที่สามารถอธิบายสถานการณ์ดังกล่าว สามารถแก้ปัญหาได้ ตลอดจนได้เรียนรู้และพึงพอใจกับผลที่ได้รับ
    •    การไตร่ตรองบนฐานแห่งประสบการณ์และโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิมภายใต้การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม กระตุ้นให้มีการสร้างโครงสร้างใหม่ทางปัญญา

    จากแนวคิดข้างต้นนี้กระบวนการเรียนรู้ตามกลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์   จึงมักเป็นไปในแบบที่ให้นักเรียนสร้างความรู้จากการร่วมมือกันแก้ปัญหา (Collaborative problem solving)  กระบวนการเรียน การสอน จะเริ่มต้นด้วยปัญหาที่ก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญา (Cognitive conflict) นั่นคือประสบการณ์และโครงสร้างทางปัญญาที่มีอยู่เดิม ไม่สามารถจัดการแก้ปัญหานั้นได้ลงตัวพอดีเหมือนปัญหาที่เคยแก้มาแล้ว ต้องมีการคิดค้นเพิ่มเติมที่เรียกว่า “การปรับโครงสร้าง” หรือ “การสร้างโครงสร้างใหม่” ทางปัญญา (Cognitive restructuring) โดยการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้ถกเถียงปัญหา ซักค้านจนกระทั่งหาเหตุผล หรือหลักฐานในเชิงประจักษ์มาขจัดความขัดแย้งทางปัญญาภายในตนเอง และระหว่างบุคคลได้
     การจัดการเรียนรู้ตามตามกลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์  เชื่อว่า ครูผู้สอนไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางปัญญาของผู้เรียนได้แต่สามารถช่วยให้ผู้เรียนปรับขยายโครงสร้างทางปัญญา โดยการจัดสภาพการณ์ที่ทำให้เกิดภาวะเสียสมดุล หรือก่อให้เกิดความขัดแย้งทางปัญญาขึ้น ซึ่งก็คือสภาวะที่โครงสร้างทางปัญญาเดิมใช้ไม่ได้ ต้องมีการปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องประสบการณ์มากขึ้นหรือเกิดโครงสร้างทางปัญญาใหม่นั่นเอง

     เงื่อนไขการเรียนรู้ตามแนวคิดของตามกลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์   (Constructivism) เกิดขึ้นได้ดังนี้


1) การเรียนรู้เป็นกระบวนการปฏิบัติ (Active process) ที่เกิดขึ้นในแต่ละบุคคล
2) ความรู้ต่างๆจะถูกสร้างขึ้นด้วยตัวของผู้เรียนเอง โดยใช้ข้อมูลที่ได้รับมาใหม่ร่วมกับข้อมูลหรือความรู้เดิมที่มีอยู่แล้ว รวมทั้งประสบการณ์เดิม มาสร้างความหมายในการเรียนรู้ของตนเอง
3) ความรู้และความเชื่อที่แตกต่างกันของแต่ละบุคคลจะขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมและขนบธรรมเนียมประเพณีและประสบการณ์ของผู้เรียนจะถูกนำมาเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจและจะมีผลโดยตรงต่อการสร้างความรู้ใหม่ แนวคิดใหม่ หรือการเรียนรู้ นั่นเอง

    นอกจากนี้ Bednar et.al. (1995) ได้เสนอแนะเกี่ยวกับ เงื่อนไขการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดของตามกลุ่มแนวคิดคอนสตรัคติวิสต์ (Constructivism) อาจเกิดขึ้นได้ดังต่อไปนี้


1) การสร้างการเรียนรู้ (Learning constructed) ความรู้ต่างๆ จะถูกสร้างขึ้นด้วยตัวของผู้เรียนเอง จากประสบการณ์ โดยใช้ข้อมูลที่ได้รับมาใหม่ร่วมกับข้อมูลหรือความรู้เดิมที่มีอยู่แล้ว รวมทั้งประสบการณ์เดิม มาสร้างความหมายในการเรียนรู้ของตนเอง
2) การเรียนรู้เป็นผลที่เกิดจากการแปลความหมายตามประสบการณ์ของแต่ละคน
3) การเรียนรู้เกิดจากการลงมือกระทำ (Active learning) การที่ผู้เรียนได้ลงมือกระทำจะช่วยให้ผู้เรียนได้สร้างความหมายในสิ่งที่ตนเรียนรู้ ที่พัฒนาโดยอาศัยพื้นฐานจากประสบการณ์ตนเอง
4) การเรียนรู้ที่เกิดจากการร่วมมือ (Collaborative learning) ความหมายในการเรียนรู้ เป็นการต่อรองจากแนวคิดที่หลากหลาย การพัฒนาความคิดรวบยอดของตนเองได้มาจากการร่วมแบ่งปันแนวคิดที่หลากหลายในกลุ่มและในขณะเดียวกันก็ปรับเปลี่ยนการสร้างสิ่งที่แทนความรู้ในสมอง (Knowledge representation) ที่สนองตอบต่อแนวคิดที่หลากหลายนั้น หรืออาจกล่าวได้ว่าในขณะที่มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยการอภิปราย เสนอความคิดเห็นที่หลากหลายของแต่ละคน ผู้เรียนจะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างความรู้ของตนด้วย และสร้างความหมายของตนเองขึ้นมาใหม่
5) การเรียนรู้ที่เหมาะสม (Situated learning) การเรียนรู้ควรเกิดขึ้นในสภาพจริง หรือต้องเหมาะสมหรือสะท้อนบริบทของสภาพจริง จะนำไปสู่การเชื่อมโยงความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวัน

Cedit: โดย ดร.อนุชา โสมาบุตร